ลงทุนระยะยาว ดีกว่าเทรดสั้น? เปิดข้อมูลจริงที่นักลงทุนต้องรู้!

ลงทุนระยะยาว ดีกว่าเทรดสั้นจริงหรือ? เปิดข้อมูลจริงที่นักลงทุนมือใหม่ต้องดู!

ถ้าพูดถึงเรื่องการลงทุน สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องชั่งใจอยู่เสมอก็คือ การเลือกระหว่างผลตอบแทนที่สูง กับความเสี่ยงที่สูงตามมาเป็นเงาตามตัว สำหรับนักลงทุนมือใหม่หลายคน คำถามยอดฮิตคือ การลงทุนแบบระยะยาวนั้นดีกว่าการเทรดระยะสั้นจริงหรือไม่? และข้อมูลในอดีตบอกอะไรกับเราบ้าง? บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกข้อมูลจริง พร้อมเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการลงทุนระยะยาว เพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักลงทุนมือใหม่ทุกคน

ความเสี่ยงกับผลตอบแทน: หัวใจของการลงทุน

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกในรายละเอียด เรามาทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน

CR คืออะไร?

CR หรือ Compound Annual Growth Rate คือ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น ซึ่งหมายถึง อัตราการเติบโตของเงินลงทุนในแต่ละปี โดยคำนวณรวมกำไรที่ได้รับกลับเข้าไปลงทุนซ้ำ

Max Drawdown คืออะไร?

Max Drawdown คือ ตัวชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ หมายถึง เปอร์เซ็นต์การขาดทุนที่หนักที่สุดของสินทรัพย์นั้นๆ ในช่วงเวลาที่กำหนด หรือพูดง่ายๆ คือ จุดที่ราคาของสินทรัพย์นั้นลดลงจากจุดสูงสุดมากที่สุด

ภาพรวมสินทรัพย์ต่างๆ

เมื่อเราเข้าใจความหมายของ CR และ Max Drawdown แล้ว เราจะมาเปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงของสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมของการลงทุน

เปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงของสินทรัพย์ต่างๆ (Bitcoin, Nasdaq 100, ดัชนีอื่นๆ)

การเปรียบเทียบสินทรัพย์ต่างๆ จะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพรวมของความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดหวังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น Bitcoin อาจมี CR ที่สูงมาก แต่ก็มาพร้อมกับ Max Drawdown ที่สูงเช่นกัน ในขณะที่ดัชนี Nasdaq 100 อาจมี CR ที่น้อยกว่า แต่ก็มีความผันผวนที่น้อยกว่าเช่นกัน ดัชนีอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่จะมีตัวเลขที่ต่ำลงไปอีก

เวลา: ตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนเกม

การดูข้อมูลเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราพลาดมิติที่สำคัญที่สุดในการลงทุน นั่นคือ “เวลา” ระยะเวลาที่เราถือครองสินทรัพย์นั้น สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของการลงทุนได้อย่างมาก

พลังของเวลาในการลดความเสี่ยง (MSCI World)

เมื่อพิจารณาข้อมูลของดัชนี MSCI World จะเห็นได้ว่า ยิ่งระยะเวลาการถือครองนานขึ้น โอกาสที่จะขาดทุนจะลดลงอย่างมาก จากการถือครองเพียง 1 ปี ที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ เมื่อขยับไปเป็น 2-3 ปี โอกาสขาดทุนแทบจะหายไป และหากถือครอง 4 ปีขึ้นไป โอกาสที่จะได้กำไรเกือบ 100%

ข้อมูลระยะยาว (S&P 500)

ข้อมูลระยะยาวของดัชนี S&P 500 ซึ่งมีประวัติยาวนานเกือบ 100 ปี ก็ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายกัน หากถือครองเพียง 1 ปี ยังมีความเสี่ยงที่จะขาดทุน แต่เมื่อถือครอง 5 ปีขึ้นไป โอกาสขาดทุนจะลดลงอย่างมาก และหากถือครอง 10 ปีขึ้นไป โอกาสขาดทุนแทบจะเป็นศูนย์

กรณีศึกษา: ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม หลักการที่ว่า ยิ่งถือนานยิ่งปลอดภัย อาจไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป ตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงเวลาหนึ่ง ประสบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้การถือครองระยะยาวไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีนัก กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า พื้นฐานของสินทรัพย์หรือประเทศที่เราลงทุนนั้นมีความสำคัญ

บทเรียนสำคัญและมุมมองใหม่ในการลงทุน

จากการศึกษาข้อมูลทั้งหมด เราสามารถสรุปบทเรียนสำคัญ และปรับเปลี่ยนมุมมองในการลงทุนได้ดังนี้

สรุปบทเรียนสำคัญ

  • เวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยง
  • การกระจายความเสี่ยงช่วยลดความผันผวนของพอร์ต
  • ไม่ใช่ทุกตลาดจะเหมือนกัน ต้องพิจารณาพื้นฐานของสินทรัพย์
  • ผลงานในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต

เปลี่ยนมุมมอง: Time in the market vs. Timing the Market

แทนที่จะพยายามจับจังหวะเข้าออกตลาด (Timing the Market) ซึ่งเป็นเรื่องยากและต้องใช้ความเชี่ยวชาญ การให้ความสำคัญกับระยะเวลาที่เราอยู่ในตลาด (Time in the market) อาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่


💬 ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์


👉 แอดไลน์เพื่อปรึกษาฟรี


หรือสแกน QR เพื่อแอด

QR Code Line