เมื่อราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น เงินจำนวนเดิมซื้อของได้น้อยลง ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายแนวคิดนี้ในบทความ [เงินเฟ้อและผลตอบแทนที่แท้จริง](https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine-issues/Phrasiam-65-1/Financial-Wisdom-65-1.html) การวางแผนจึงควรเริ่มจากค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องใช้เงิน ไม่ใช่คาดเดาว่าสินทรัพย์ชนิดใดจะชนะเงินเฟ้อแน่นอน
คำนวณผลตอบแทนหลังหักผลของเงินเฟ้อ
สูตรประมาณแบบง่ายคือ ผลตอบแทนจริง ≈ ผลตอบแทนที่ได้รับ − อัตราเงินเฟ้อ ส่วนสูตรที่แม่นขึ้นคือ (1 + ผลตอบแทนที่ได้รับ) ÷ (1 + อัตราเงินเฟ้อ) − 1 หากผลตอบแทนสมมติเป็น 5% และเงินเฟ้อสมมติเป็น 3% ผลตอบแทนจริงจะอยู่ที่ประมาณ 1.94% ก่อนค่าธรรมเนียมและภาษี ตัวเลขนี้อธิบายความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ ไม่ได้คาดการณ์ผลตอบแทนในอนาคต
ลองเปลี่ยนสมมติฐานด้วย [เครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้น](/compound-interest-calculator/) และอ่านเพิ่มเรื่อง [วิธีตั้งสมมติฐานในเครื่องคำนวณการเงิน](/blog/financial-calculator-mastery/) อย่าลืมว่าเครื่องคำนวณใช้ตัวเลขที่ป้อนและไม่ได้ทำนายการเคลื่อนไหวของตลาด
ทบทวนแผนจากข้อมูลจริง
- ตรวจว่าค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น บ้าน อาหาร เดินทาง และสุขภาพเปลี่ยนจากปีก่อนอย่างไร
- แยกเป้าหมายที่ต้องใช้เงินในระยะสั้นออกจากเป้าหมายระยะยาว
- รักษาเงินสำรองที่เข้าถึงได้สำหรับภาระใกล้ถึงกำหนด
- คำนึงถึงค่าธรรมเนียม ภาษี และความผันผวนเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทน
- ทบทวนว่าสัดส่วนสินทรัพย์ยังสอดคล้องกับเวลาและความสามารถรับความเสี่ยงหรือไม่
สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุในกรอบความรู้ผู้ลงทุนให้เข้าใจผลกระทบของเงินเฟ้อ ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทน การกระจายการลงทุน และการประเมินผลตอบแทนจริง [อ่านกรอบความรู้ผู้ลงทุนของ ก.ล.ต.](https://sec.or.th/TH/Documents/educationcampaign/education2567-01.pdf) หลักการเหล่านี้ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อผลิตภัณฑ์ใดโดยเฉพาะ
ข้อควรระวัง
สินทรัพย์ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงขึ้นอาจมีความผันผวนหรือความเสี่ยงเฉพาะด้าน ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดรับประกันว่าจะชนะเงินเฟ้อทุกปี ใช้เงินเฟ้อและผลตอบแทนเป็นสมมติฐานเพื่อวางแผน แล้วปรับเมื่อข้อมูลจริงหรือเป้าหมายเปลี่ยน คลิป Finnomena ที่คงไว้เป็นวิดีโออ้างอิงเดิมว่าด้วยกองทุนปันผล ไม่ได้อธิบายสูตรหรือแผนรับมือเงินเฟ้อ