การขายผ่านเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มไม่ได้ทำให้รายได้พ้นจากกติกาภาษีโดยอัตโนมัติ แต่ยอดเงินที่เข้าบัญชีก็ไม่ควรถูกตีความเป็นกำไรหรือภาษีที่ต้องจ่ายทันทีโดยไม่แยกรายการก่อน ผู้ขายต้องดูรูปแบบกิจการ ประเภทรายได้ ค่าใช้จ่าย และเงื่อนไขของภาษีที่เกี่ยวข้อง
คลิปต้นทางเล่าถึงกรณีผู้ขายออนไลน์ที่ได้รับการติดต่อเรื่องภาษีย้อนหลัง กรณีของบุคคลหนึ่งไม่สามารถใช้คำนวณภาษีให้ผู้ขายทุกคนได้ บทความนี้จึงไม่ทำซ้ำตัวเลขหรือข้อกล่าวอ้างของกรณีนั้น แต่สรุปวิธีจัดข้อมูลและแหล่งทางการที่ผู้ขายควรตรวจ
เริ่มจากแยกเงินที่เข้ามา ไม่รวมทุกยอดเป็นกำไร
ดาวน์โหลดรายงานคำสั่งซื้อและรายการรับเงินจากทุกช่องทาง แล้วจัดประเภทอย่างน้อยเป็นยอดขายก่อนหักส่วนลด เงินคืนหรือยกเลิก ค่าส่งที่เก็บจากลูกค้า ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ต้นทุนสินค้า และค่าใช้จ่ายประกอบกิจการ เก็บเอกสารที่อธิบายแต่ละรายการไว้เพื่อค้นย้อนหลังได้
| ข้อมูล | ตัวอย่างหลักฐานที่ควรเก็บ |
|---|---|
| ยอดขายและการคืนเงิน | รายงานคำสั่งซื้อ รายการยกเลิก และหลักฐานคืนเงิน |
| ต้นทุนและค่าใช้จ่าย | ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานซื้อสินค้าและค่าขนส่ง |
| ยอดรับสุทธิจากแพลตฟอร์ม | รายงาน payout และรายการหักค่าธรรมเนียม |
| เงินที่ไม่ใช่ยอดขาย | หลักฐานโอนระหว่างบัญชี เงินกู้ หรือเงินคืนที่เกี่ยวข้อง |
การแยกประเภทนี้เป็นวิธีจัดระเบียบหลักฐาน ไม่ใช่สูตรคำนวณภาษีสำเร็จรูป กรมสรรพากรระบุว่าผู้ประกอบการ e-Commerce มีหน้าที่ภาษีตามหลักเกณฑ์เดียวกับกิจการอื่น และให้นำรายได้ไปคำนวณตามประเภทผู้ประกอบการ ดู ข้อมูลภาษีที่เกี่ยวข้องกับ e-Commerce ของกรมสรรพากร
ภาษีเงินได้ขึ้นกับรูปแบบผู้ขายและประเภทรายได้
ผู้ขายที่เป็นบุคคลธรรมดาต้องพิจารณารายได้จากกิจการร่วมกับเงินได้อื่นและหักค่าใช้จ่ายตามวิธีที่กฎหมายกำหนด ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้หลักคำนวณของนิติบุคคล การมีเงินเข้าบัญชีจำนวนมากเพียงอย่างเดียวไม่พอจะสรุปยอดภาษี เพราะต้องจำแนกประเภทเงินรับและดูเอกสารประกอบ
กฎหมายอาจกำหนดแบบยื่นระหว่างปีหรือปลายปีต่างกันตามประเภทเงินได้และสถานะของผู้เสียภาษี ให้ตรวจแบบและกำหนดเวลาล่าสุดจาก ข้อมูลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และระบบยื่นแบบของกรมสรรพากร อย่าอาศัยปฏิทินเก่าจากคลิปหรือบทความที่ระบุปีภาษีเดิม
เช็ก VAT แยกจากภาษีเงินได้
VAT เป็นอีกเรื่องหนึ่งจากภาษีเงินได้ กรมสรรพากรระบุว่าโดยทั่วไปผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องตรวจหน้าที่จดทะเบียน VAT ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหรือบริการบางประเภทที่ได้รับยกเว้น และเกณฑ์ VAT ใช้กับรายรับที่อยู่ในบังคับ ไม่ใช่กำไรหลังหักต้นทุน หากรายรับใกล้เกณฑ์หรือไม่แน่ใจว่ากิจการได้รับยกเว้นหรือไม่ ให้ตรวจหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้ทำบัญชี
อ่าน รายการกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียน VAT และข้อยกเว้น กับ ภาษีสำหรับ e-Commerce ก่อนตัดสินใจ เงื่อนไขการจดทะเบียนและกำหนดเวลาควรยืนยันกับกรมสรรพากรตามสถานการณ์จริงของกิจการ
ถ้าได้รับหนังสือจากกรมสรรพากร
- ตรวจชื่อผู้รับ เลขที่หนังสือ ช่วงเวลาที่ถามถึง และรายการเอกสารที่ขอ
- รวบรวมรายงานแพลตฟอร์ม รายการธนาคาร หลักฐานต้นทุน คืนเงิน และแบบที่เคยยื่น
- เทียบยอดตามธุรกรรม ไม่อธิบายจากยอดโอนรวมเพียงบรรทัดเดียว
- หากข้อมูลไม่ตรงหรือไม่ทราบวิธีคำนวณ ให้ติดต่อกรมสรรพากรผ่านช่องทางทางการหรือผู้เชี่ยวชาญภาษี ก่อนตอบหรือแก้แบบ
อย่าทิ้งหนังสือหรือรีบสรุปว่าต้องจ่ายเท่ากับยอดเงินเข้าทั้งหมด การชี้แจงขึ้นกับข้อมูลของแต่ละราย ถ้าพบว่าต้องแก้ไขแบบ ให้ใช้คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ทำบัญชีที่ตรวจเอกสารจริง
รายการทบทวนรายเดือนสำหรับร้านออนไลน์
- กระทบยอดคำสั่งซื้อกับเงินรับจริงจากแต่ละแพลตฟอร์ม
- แยกค่าธรรมเนียม ส่วนลด คืนเงิน และยอดขายที่ยกเลิก
- เก็บหลักฐานต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายของกิจการ
- สรุปรายรับสะสมเพื่อเฝ้าดูเกณฑ์ VAT และตรวจประเภทรายได้
- สำรองไฟล์รายงานไว้มากกว่าหนึ่งที่และตั้งชื่อให้ค้นย้อนหลังง่าย
การจัดบัญชีสม่ำเสมอไม่ได้ลดภาษีโดยอัตโนมัติ แต่ทำให้ตรวจข้อมูลและอธิบายธุรกรรมได้ง่ายขึ้น หากกิจการมีหลายช่องทางหรือยอดสูง ควรวางระบบเอกสารและขอคำแนะนำเฉพาะกรณีก่อนถึงกำหนดยื่น
แหล่งข้อมูลทางการ: กรมสรรพากร — ภาษีที่เกี่ยวข้องกับ e-Commerce · กรมสรรพากร — กิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียน VAT · กรมสรรพากร — วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี
อ่านต่อ: เอกสารบัญชีและภาษีที่เจ้าของกิจการควรรู้ · จัดแผนการเงินส่วนบุคคลแยกจากบัญชีกิจการ