สรุป! รายได้จากต่างประเทศ ต้องเสียภาษีในไทย ไม่ใช่แค่หุ้นต่างประเทศ
เรื่องภาษีเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การลงทุนและการมีรายได้จากหลากหลายช่องทางเป็นเรื่องปกติ หลายคนอาจเข้าใจว่าการเสียภาษีนั้นเกี่ยวข้องเฉพาะรายได้ในประเทศเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว รายได้จากต่างประเทศก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกรมสรรพากรมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการตีความกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการวางแผนภาษีของทุกคน
หลักเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
การทำความเข้าใจหลักเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เพื่อให้ทราบว่ารายได้ลักษณะใดบ้างที่ต้องนำมาคำนวณภาษี โดยหลักเกณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้เราวางแผนจัดการภาษีได้อย่างถูกต้อง
มาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากรเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดหลักเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย โดยมาตรานี้ได้วางหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีจากเงินได้ของผู้มีเงินได้
หลักแหล่งเงินได้
หลักแหล่งเงินได้ (Source of Income) เป็นหลักการที่พิจารณาจากแหล่งที่มาของรายได้ หากมีรายได้จากแหล่งในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง หรือผลประโยชน์อื่นใดที่เกิดจากการทำงานในประเทศไทย หรือมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย ก็จะต้องเสียภาษีในประเทศไทย
หลักถิ่นที่อยู่
หลักถิ่นที่อยู่ (Residence) พิจารณาจากสถานะการอยู่อาศัยในประเทศไทย โดยผู้ที่มีสถานะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยจะต้องเสียภาษีจากเงินได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศด้วย หากเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด
เงื่อนไขการเสียภาษีจากรายได้ต่างประเทศ
การเสียภาษีจากรายได้ที่มาจากต่างประเทศมีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าเราปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง
เงื่อนไข: อยู่ในไทย 180 วัน
เงื่อนไขแรกคือ การอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยกฎหมายกำหนดว่าผู้ที่มีสถานะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยคือ ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 180 วันขึ้นไป ในปีภาษีนั้นๆ ซึ่งปีภาษีจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม
เงื่อนไข: นำเงินได้เข้าไทย
เงื่อนไขที่สองคือ การนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในประเทศ หรือนำเงินสดเข้ามาในประเทศ
การตีความเดิม vs การตีความใหม่
การตีความกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้จากต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการวางแผนภาษีอย่างมาก
การตีความเดิม: ต้องนำเข้าในปีเดียวกัน
ในอดีต การตีความกฎหมายระบุว่า หากมีรายได้จากต่างประเทศและนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย จะต้องนำเข้ามาภายในปีภาษีเดียวกันกับปีที่มีรายได้เกิดขึ้น หากนำเงินเข้ามาในปีถัดไป จะไม่ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี
การตีความใหม่: นำเข้าปีใดก็ได้
ปัจจุบัน กรมสรรพากรได้มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการตีความ โดยระบุว่า หากมีรายได้จากต่างประเทศและอยู่ในประเทศไทยครบ 180 วัน ไม่ว่าจะนำเงินได้นั้นเข้ามาในปีใดก็ตาม จะต้องนำมาคำนวณภาษี
การเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความของกรมสรรพากร
การเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความของกรมสรรพากรมีผลกระทบอย่างมากต่อการวางแผนภาษี และเป็นสิ่งที่ผู้มีรายได้จากต่างประเทศต้องให้ความสำคัญ
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.161/2566
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.161/2566 เป็นคำสั่งที่ออกมาเพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการตีความกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้จากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้การวางแผนภาษีแบบเดิมไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป
ผลกระทบต่อการวางแผนภาษี
การเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความส่งผลให้การวางแผนภาษีแบบเดิมที่เคยใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ผู้ที่มีรายได้จากต่างประเทศจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการวางแผนภาษีให้สอดคล้องกับแนวทางใหม่
การเปลี่ยนแปลงมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2567
การเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่า รายได้จากต่างประเทศที่นำเข้ามาในประเทศไทยหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2567 จะต้องเสียภาษีตามแนวทางใหม่
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความ
การเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีรายได้จากต่างประเทศในหลายด้าน
กรณีอยู่ไทยไม่ถึง 180 วัน และนำเงินเข้าไทย
สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน แต่มีการนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย จะไม่มีภาระภาษีตามหลักเกณฑ์ใหม่
ความรู้สึกไม่เป็นธรรม
การเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความอาจทำให้บางคนรู้สึกไม่เป็นธรรม เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ที่เคยปฏิบัติมาเป็นเวลานาน
แนวทางแก้ไข: อนุสัญญาภาษีซ้อน
หนึ่งในแนวทางที่สามารถช่วยลดภาระภาษีได้คือ การใช้สิทธิประโยชน์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
อนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement: DTA)
อนุสัญญาภาษีซ้อนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระภาษีซ้ำซ้อนสำหรับผู้ที่มีรายได้จากต่างประเทศ
หลักการของอนุสัญญาภาษีซ้อน
อนุสัญญาภาษีซ้อนมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อนจากรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง และถูกนำไปเสียภาษีในอีกประเทศหนึ่ง โดยจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสรรอำนาจการจัดเก็บภาษีระหว่างประเทศคู่สัญญา
ประเทศแหล่งเงินได้
ประเทศแหล่งเงินได้ (Source Country) คือประเทศที่รายได้นั้นเกิดขึ้น
ประเทศถิ่นที่อยู่
ประเทศถิ่นที่อยู่ (Residence Country) คือประเทศที่ผู้มีเงินได้มีถิ่นที่อยู่
การยกเว้นหรือลดภาษี
อนุสัญญาภาษีซ้อนอาจกำหนดให้มีการยกเว้นหรือลดภาษีในประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อน
การใช้เครดิตภาษี
ในบางกรณี อนุสัญญาภาษีซ้อนอาจอนุญาตให้ผู้เสียภาษีนำภาษีที่จ่ายไปแล้วในต่างประเทศมาใช้เป็นเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีในประเทศถิ่นที่อยู่
ที่มาของการเปลี่ยนแปลง: CRS (Common Reporting Standard)
การเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้จากต่างประเทศมีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ
การเข้าร่วม Global Forum
ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Global Forum on Transparency and Exchange of Information for Tax Purposes ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงินระหว่างประเทศ
การแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่างประเทศ
การเข้าร่วม Global Forum ทำให้ประเทศไทยต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงินกับประเทศอื่นๆ เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี
CRS (Common Reporting Standard)
CRS (Common Reporting Standard) เป็นมาตรฐานสากลสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงินโดยอัตโนมัติ ซึ่งกำหนดให้สถาบันการเงินรายงานข้อมูลบัญชีของลูกค้าต่างชาติไปยังหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศนั้นๆ
ผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีของไทย
CRS ทำให้ประเทศไทยต้องปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางการตีความกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้จากต่างประเทศ
- หลักเกณฑ์การเสียภาษีแบ่งเป็น แหล่งเงินได้ และ ถิ่นที่อยู่
- หลักแหล่งเงินได้: มีรายได้จากไทย ต้องเสียภาษีในไทย
- หลักถิ่นที่อยู่: อยู่ในไทย 180 วัน และนำเงินได้เข้าไทย ต้องเสียภาษี
- การตีความใหม่: นำเงินได้เข้าไทยปีใดก็ตาม ต้องเสียภาษี
- การวางแผนภาษีแบบเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป
- อนุสัญญาภาษีซ้อนช่วยลดภาระภาษีซ้ำซ้อน
- CRS ทำให้ต้องปรับปรุงการจัดเก็บภาษีให้สอดคล้องกับนานาชาติ
💬 ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์
หรือสแกน QR เพื่อแอด

Leave a Reply