#ภาษี10นาที Ep.3 : ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT คืออะไร มาจากไหน คำนวณยังไง?
สวัสดีครับ กลับมาพบกับ Tax บักหน่อมีกันอีกแล้วนะครับ สำหรับตอนนี้เป็นซีรีส์ภาษี 10 นาที ในตอนที่ 3 ครับ เรากำลังจะพูดคุยในเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มกันครับ สิ่งที่อยากให้ทำความเข้าใจนั่นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอีกหนึ่งฐานภาษีครับ เรามักจะได้ยินคำถามว่า ทำไมเสียภาษีกันได้แล้ว ยังต้องเสียภาษีอีก คำตอบง่ายมากครับ นั่นคือ ภาษีเงินได้กับภาษีมูลค่าเพิ่มมีหลักคิดคนละฐานกัน ไว้มีโอกาสผมทำคลิปสอนเรื่องฐานภาษีให้ฟังกันอีกทีนึงนะครับ แต่ว่าโดยหลักการที่ต้องรู้ไว้ก็คือ ภาษีที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดการคิดภาษีที่แตกต่างกันไปครับ ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจะถูกผลักภาระให้เป็นผู้บริโภคหน่วยสุดท้าย นั่นคือประชาชนทั่วไป ที่ซื้อไปเพื่อบริโภค จะต้องเป็นผู้เสียเงินภาษีก้อนนี้
ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร?
สิ่งที่จะต้องเข้าใจของภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นมีประเด็นแรกคือ ผู้ขาย หรือผู้จำหน่าย หรือผู้ให้บริการ มีหน้าที่ที่จะบวกภาษีเพิ่มเข้าไป โดยผลักภาระให้กับผู้บริโภค แต่เงินที่ต้องจ่ายนั้นจะมาจากผู้บริโภค หรือคนทั่วไป นึกสภาพเวลาเราไปซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ เมื่อเราซื้อของมา ได้รับใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรือใบเสร็จรับเงิน เราจะเห็นว่าในนั้นมันมีเขียนว่ามีภาษีเท่าไหร่ ภาษีนั่นแหละครับคือภาษีที่เราถูกผลักภาระให้เราต้องจ่ายเพิ่ม จำนวนเงินที่เราจ่ายจริง ๆ แล้วไม่ใช่เงินทั้งหมด 20 บาทนั้นเป็นค่าของ แต่มันมีภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ในนั้น ซึ่งคำว่าภาษีมูลค่าเพิ่มมันคือภาษีที่เก็บจากส่วนของมูลค่าที่มันเพิ่มขึ้น ในการผลิต ในการให้บริการ หรือในการจำหน่ายสินค้านั่นเองครับ
ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) คือ ภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่งที่จัดเก็บจากการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าสินค้า โดยคำนวณจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการผลิตและจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ภาษีชนิดนี้ถูกเรียกเก็บจากผู้บริโภคปลายทาง แต่ผู้ประกอบการมีหน้าที่ในการจัดเก็บและนำส่งภาษีให้แก่กรมสรรพากร
ภาษีเงินได้ vs ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ภาษีเงินได้เก็บจากเงินได้สุทธิของผู้มีเงินได้ ในขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของสินค้าและบริการ ภาษีเงินได้เป็นภาษีทางตรง ผู้เสียภาษีคือผู้ที่มีเงินได้ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อม ผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระภาษี
ผู้ขายมีหน้าที่อะไร
ในฐานะผู้ประกอบการ สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เราไม่ได้จ่ายเอง แต่เป็นหน้าที่ที่เราต้องเรียกเก็บจากลูกค้า และเอาไปนำส่งกรมสรรพากร
ผู้บริโภคต้องจ่ายภาษี
ผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจ่ายภาษีนี้เมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการ ภาษีมูลค่าเพิ่มจะถูกรวมอยู่ในราคาสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคจ่าย
ผู้ประกอบการกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะมีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีขายจากลูกค้า และสามารถนำภาษีซื้อที่จ่ายไปในการซื้อสินค้าหรือบริการมาหักออกจากภาษีขายได้
ภาษีซื้อคืออะไร
ภาษีซื้อคือภาษีที่เราจ่ายไปเมื่อเราซื้อสินค้าครับ คิดภาพแตกต่างนิดหนึ่งก็คือ ในฐานะผู้บริโภค เราเป็นคนทั่วไป เราจ่ายเงินซื้อของมา เราไม่ได้ไปขายต่อ ภาษีจะอยู่ที่เราเต็ม ๆ คือเราจ่ายภาษีไป แต่ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการ หรือผู้ให้บริการ ในทางธุรกิจทั่วไป เวลาคุณซื้อมา ภาษีที่คุณจ่ายไปตรงนั้น คุณสามารถเอามาหักออกจากภาษีที่คุณเรียกเก็บได้ ไอภาษีก้อนนั้น ที่จ่ายไปเนี่ย มันจะเรียกว่าภาษีซื้อ ซึ่งมันไม่ใช่ต้นทุน แต่มันเป็นตัวที่เราจะเอามาหักออกจากภาษีที่เราเรียกเก็บจากลูกค้า
ภาษีขายคืออะไร
ภาษีขายคือภาษีที่เราเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อเราขายสินค้าหรือให้บริการ ภาษีขายจะถูกนำส่งให้แก่กรมสรรพากร
ตัวอย่างการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
ยกตัวอย่าง อันดับแรกก่อนนะครับ ในระบบที่ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม สมมติว่ากิจการของเราไปซื้อของจากเจ้านี่มาในราคา 300 บาท ต้นทุนของเราคือ 300 บาท เราเก็บต้นทุนนี้ไว้ แล้วเราก็ไปผลิตเพื่อขายสินค้าต่อ สินค้าที่เราผลิตเสร็จ หรือผ่านการกรรมวิธีต่าง ๆ ของเราไปขายต่อให้แบบลูกค้าในราคา 500 บาท กำไรจะเป็นเท่าไหร่ กำไรก็คือ 200 บาท ถูกไหมครับ นี่คือตัวเลขของสินค้า ต้นทุน ยอดขาย และกำไร แต่เมื่อมีภาษีมูลค่าเพิ่มมาเกี่ยวข้อง สิ่งที่เปลี่ยนไปมันจะเป็นแบบนี้ครับ เมื่อคุณซื้อสินค้ามาในราคา 300 บาท ถ้าเกิดเจ้านี่ หรือ supplier ที่ขายของให้คุณ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มูลค่าสินค้า 300 บาทนั้น แปลว่าเงินที่คุณจะจ่ายให้กับเจ้านี่ หรือทรัพย์เฮียของคุณนั้น จะกลายเป็น 321 บาท อย่าสับสนตรงนี้นะครับ ก่อนหน้านี้ 300 บาทนั้นคือราคาสินค้า ที่ยังไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีนี้คือราคาสินค้านี้สามารถบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปได้ นั่นคือ 21 บาท จะเพิ่มมาจากมูลค่า 300 กิจการของเราได้รับอีก 7% เข้าไป นั่นคือ 35 บาท สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ เราจะเห็นว่ามันเกิดภาระภาษีมากขึ้น แต่ผู้จ่ายเงินที่จ่ายมากที่สุดในกรณีนี้คือลูกค้า เพราะว่าลูกค้าจะเป็นคนที่จะต้องจ่ายเงินทั้งหมด 535 บาท ที่ผมบอกว่าภาษีซื้อไม่ใช่ต้นทุน และภาษีขายไม่ใช่หลายได้ ภาษีซื้อตรงนี้ ที่นี่คือ 21 บาท ส่วนภาษีขายในที่นี้คือ 35 บาท สิ่งที่กิจการเราต้องทำคือ นำ 35 บาท มาลบ 21 บาท เป็น 14 บาท แล้วเอา 14 บาทนี้ไปนำส่งให้กับกรมสรรพากร จะเห็นว่าส่วนต่างที่มัน 14 บาทนั้น มาจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจำนวน 200 บาทนั่นเองครับ การนำส่งให้กรมสรรพากรนั้น ไม่ได้นำส่งทันทีที่มีการเกิดรายการ แต่จะนำส่งเป็นรายเดือน
การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม
การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำเป็นรายเดือน โดยผู้ประกอบการจะต้องคำนวณภาษีขายและภาษีซื้อ จากนั้นนำส่งส่วนต่างให้แก่กรมสรรพากร
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยนะครับ จะเรียกว่า ภาษีขาย หัก ภาษีซื้อ นั่นคือ ภาษีขายที่เก็บจากลูกค้าทั้งหมดนี้มาเท่าไหร่ เอาไปหักออกจากภาษีซื้อที่จ่ายไปให้กับ supplier ส่วนต่างนั้นคือ ภาษีที่เสียเพิ่ม หรือก็คือ ในแต่ละเดือนเราจะต้องคำนวณว่า เรามีภาษีซื้อกี่บาท เมื่อหักล้างกันแล้วเป็น 14 บาท ค่อยนำส่งสรรพากร
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากไม่จดทะเบียน จะมีความผิดตามกฎหมาย
เกณฑ์การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
มีบางประเภทธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การขายสินค้าบางประเภท บริการทางการแพทย์ บริการทางการศึกษา เป็นต้น ผู้ประกอบการควรศึกษาเกณฑ์การยกเว้นให้ละเอียด
ความเสี่ยงของการไม่จดทะเบียน
ความเสี่ยงของการไม่จดทะเบียนคือ การถูกปรับและเสียเบี้ยปรับ รวมถึงการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา
เมื่อเข้าใจหลักการของภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว มีประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณา เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
การตั้งราคาขาย
การตั้งราคาขายต้องคำนึงถึงภาษีมูลค่าเพิ่มเสมอ หากไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในราคาขาย ผู้ประกอบการจะต้องรับภาระภาษีเอง
การใช้สิทธิภาษีซื้อ
ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิภาษีซื้อได้ โดยนำใบกำกับภาษีซื้อที่ถูกต้องมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
ความรับผิดในการขายสินค้า
ผู้ประกอบการมีหน้าที่ในการออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าเมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการ
ความรับผิดในการให้บริการ
ผู้ประกอบการมีหน้าที่ในการออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าเมื่อมีการให้บริการ
สรุปภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เก็บจากส่วนต่างของมูลค่าที่เพิ่มขึ้น
- ผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ผู้ขายมีหน้าที่บวกภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่ง
- ภาษีซื้อคือภาษีที่เราจ่ายเมื่อซื้อสินค้า/บริการ
- ภาษีขายคือภาษีที่เราเก็บจากลูกค้า
- การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม: ภาษีขาย – ภาษีซื้อ
- การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีข้อดีและข้อเสีย
- ความเสี่ยงของการไม่จดทะเบียนคือการถูกปรับ
- การตั้งราคาขายต้องคำนึงถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ต้องตรวจสอบใบกำกับภาษีซื้อให้ถูกต้อง
- ความรับผิดในการออกใบกำกับภาษีขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มนะครับ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
💬 ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์
หรือสแกน QR เพื่อแอด

Leave a Reply