#ภาษี10นาที Ep.2: ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เข้าใจง่าย วางแผนภาษี

#ภาษี10นาที Ep.2 : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คิดแบบไหน วางแผนยังไงนะ?

สวัสดีครับ พบกับ #ภาษี10นาที อีกครั้ง ในตอนนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.) กันครับ ว่ามันคืออะไร มีวิธีการคำนวณอย่างไร และเราจะวางแผนภาษีอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้การเสียภาษีของเราเป็นไปอย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร?

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่เราต้องจ่ายให้กับรัฐบาลจากเงินได้ที่เราได้รับในแต่ละปีภาษี ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง หรือรายได้อื่นๆ ที่เกิดขึ้น ภาษีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นรายได้หลักส่วนหนึ่งของรัฐบาล

การคืนภาษี vs การจ่ายเพิ่ม

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ขอคืนภาษี” หรือ “ต้องจ่ายเพิ่ม” แล้วสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ ความแตกต่างอยู่ที่การคำนวณภาษีและการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ภาษีที่ถูกหักไปแล้วระหว่างปี) ถ้าภาษีที่เราคำนวณได้น้อยกว่าภาษีที่ถูกหักไป เราก็มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน แต่ถ้าภาษีที่เราคำนวณได้มากกว่าภาษีที่ถูกหักไป เราก็ต้องจ่ายเพิ่ม

การได้รับเงินคืนหรือต้องจ่ายเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าเราเสียภาษีน้อยหรือมากเสมอไป มันเป็นเพียงผลต่างจากการหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่านั้น ภาษีที่เราต้องจ่ายจริง ๆ คำนวณจากเงินได้สุทธิของเรา

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้ หักออกจากเงินได้ของเราในแต่ละเดือนหรือแต่ละครั้งที่เราได้รับเงินได้ ซึ่งภาษีส่วนนี้จะถูกนำส่งให้กับกรมสรรพากรไปก่อนล่วงหน้า ทำให้เราไม่ต้องจ่ายภาษีทั้งหมดทีเดียวตอนสิ้นปี

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามี 2 วิธีหลักๆ

วิธีที่ 1: คำนวณจากเงินได้สุทธิ

วิธีนี้เป็นวิธีหลักในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. คำนวณเงินได้พึงประเมิน: คือ รายได้ทั้งหมดที่เราได้รับในระหว่างปีภาษี เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ดอกเบี้ย ฯลฯ
  2. หักค่าใช้จ่าย: หักค่าใช้จ่ายตามประเภทของเงินได้ เช่น ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 40(1) สำหรับเงินเดือน
  3. หักค่าลดหย่อน: หักค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนบิดามารดา ค่าเบี้ยประกัน ฯลฯ
  4. คำนวณเงินได้สุทธิ: นำเงินได้พึงประเมิน หักด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน จะได้เงินได้สุทธิ
  5. คำนวณภาษี: นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได

เงินได้สุทธิคืออะไร?

เงินได้สุทธิ คือ เงินได้พึงประเมิน หักด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ที่กฎหมายกำหนด เงินจำนวนนี้เป็นฐานในการคำนวณภาษีที่เราต้องจ่าย

อัตราภาษีแบบขั้นบันได

อัตราภาษีแบบขั้นบันได คือ อัตราภาษีที่คิดเป็นขั้นๆ ตามเงินได้สุทธิ ยิ่งเงินได้สุทธิสูงขึ้น อัตราภาษีก็จะสูงขึ้นด้วย เช่น

  • เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท: ยกเว้น
  • เงินได้สุทธิ 150,001 – 300,000 บาท: 5%
  • เงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท: 10%

ตัวอย่างการคำนวณภาษี

สมมติว่ามีเงินได้สุทธิ 400,000 บาท การคำนวณภาษีจะเป็นดังนี้

  • 150,000 บาทแรก: ยกเว้นภาษี
  • (300,000 – 150,000) = 150,000 บาท: 5% = 7,500 บาท
  • (400,000 – 300,000) = 100,000 บาท: 10% = 10,000 บาท
  • รวมภาษีที่ต้องจ่าย: 7,500 + 10,000 = 17,500 บาท

วิธีที่ 2: คำนวณโดยนำเงินได้รวมมาคูณ 0.5% (สำหรับบางกรณี)

วิธีนี้ใช้ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น มีเงินได้จากการจ้างแรงงานอย่างเดียว และมีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 120,000 บาท ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้การคำนวณภาษีง่ายขึ้น

การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

การวางแผนภาษีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเสียภาษีในอัตราที่เหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย การวางแผนภาษีเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย

ประเภทของเงินได้

เงินได้มี 8 ประเภท (มาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร) แต่ละประเภทมีวิธีการคำนวณและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกันไป การรู้ว่าเงินได้ของเราอยู่ในประเภทใด จะช่วยให้เราวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  1. เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง)
  2. เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ (ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า)
  3. ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น
  4. ดอกเบี้ย เงินปันผล
  5. เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน
  6. เงินได้จากวิชาชีพอิสระ
  7. เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วย
  8. เงินได้อื่นๆ เช่น การขายของออนไลน์

การหักค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายสามารถนำมาหักออกจากเงินได้พึงประเมินได้ เพื่อคำนวณเงินได้สุทธิ ค่าใช้จ่ายที่หักได้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของเงินได้ เช่น เงินเดือน สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

ค่าลดหย่อน

ค่าลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายที่เราสามารถนำมาหักออกจากเงินได้สุทธิได้อีก เพื่อลดภาระภาษี ค่าลดหย่อนมีหลายประเภท เช่น

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส: 60,000 บาท (กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้)
  • ค่าลดหย่อนบุตร: 30,000 บาทต่อคน (บุตรชอบด้วยกฎหมาย)
  • ค่าลดหย่อนบิดามารดา: 30,000 บาทต่อคน (บิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด)
  • ค่าเบี้ยประกันชีวิต
  • ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ
  • ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคาร
  • เงินบริจาค
  • ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ (RMF, SSF)

เงินบริจาค

เงินบริจาคสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ โดยทั่วไปสามารถลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ

การวางแผนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน

สำหรับมนุษย์เงินเดือน การวางแผนภาษีสามารถทำได้โดย

  • ตรวจสอบสิทธิประโยชน์: ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เรามี เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนบิดามารดา
  • เลือกใช้ค่าลดหย่อนให้เหมาะสม: เลือกใช้ค่าลดหย่อนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของเรา เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือลงทุนในกองทุนรวม
  • วางแผนการออมและการลงทุน: วางแผนการออมและการลงทุนในระยะยาว เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม เช่น การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)

การวางแผนภาษีบุตร

การวางแผนภาษีบุตรเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุตร เช่น

  • ค่าลดหย่อนบุตร: ใช้สิทธิค่าลดหย่อนบุตรให้เต็มที่
  • ค่าใช้จ่ายในการศึกษา: เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตร เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี
  • การวางแผนการศึกษา: วางแผนการศึกษาของบุตรในระยะยาว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

หวังว่า #ภาษี10นาที ตอนนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านนะครับ การวางแผนภาษีที่ดีจะช่วยให้เราบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


💬 ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์


👉 แอดไลน์เพื่อปรึกษาฟรี


หรือสแกน QR เพื่อแอด

QR Code Line