ตกผลึกการเทรด EP02: Passive Trading Style เทรดไปทำงานยังไงให้ เวิร์ค
สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง Passive Trading Style ซึ่งเป็นสไตล์การเทรดที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ทำงานประจำและต้องการเทรดควบคู่ไปด้วย เราจะมาทำความเข้าใจว่า Passive Trading คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และมีกลยุทธ์อะไรบ้างที่เหมาะสมกับสไตล์นี้ รวมถึงแนวทางสู่ความสำเร็จสำหรับ Part-Time Trader ที่ต้องการสร้างผลตอบแทนจากการเทรด
ทำความรู้จัก Passive Trading Style
Passive Trading Style คืออะไร? สไตล์การเทรดแบบนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลังๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานประจำและต้องการหารายได้เสริมจากการเทรด แนวคิดหลักคือการเทรดที่ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา ไม่ต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน แต่เน้นการวางแผนและกลยุทธ์ในระยะยาว
Passive Trading คืออะไร
Passive Trading คือการเทรดที่ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา เป็นการเทรดที่เน้นการวิเคราะห์และวางแผนล่วงหน้า โดยอาจมีการเปิดสถานะและปล่อยให้ระบบทำงานไปตามแผนที่วางไว้ โดยไม่ต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวของราคาตลอดเวลา
ความถี่ในการเทรด
Passive Trading เป็นการเทรดที่มีความถี่ต่ำกว่า Active Trading หรือ Day Trading ซึ่งมีความถี่ในการเทรดสูงกว่ามาก Passive Trading อาจมีการเปิดสถานะเพียงไม่กี่ครั้งต่อเดือน หรืออาจเป็นรายไตรมาส ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และสินทรัพย์ที่เทรด
การสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
แม้ว่า Passive Trading จะมีความถี่ในการเทรดต่ำ แต่การสร้างผลตอบแทนในระยะยาวก็สามารถทำได้ดีไม่แพ้สไตล์อื่นๆ การสร้างผลตอบแทนจะอาศัยการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในระยะยาว และการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม
การบริหารสินทรัพย์
ในการเทรดแบบ Passive Trading นักเทรดมักจะมีการบริหารสินทรัพย์ (Asset Management) โดยอาจเทรดสินทรัพย์หลายประเภทพร้อมกัน เช่น หุ้น ทองคำ ค่าเงิน หรือสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน
Asset Allocation
Asset Allocation คือการจัดสรรเงินทุนไปยังสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้และเป้าหมายในการลงทุน การทำ Asset Allocation เป็นส่วนสำคัญของ Passive Trading ช่วยให้พอร์ตการลงทุนมีความสมดุลและสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้
การเปรียบเทียบ Buy and Hold กับ Active Trading
การ Buy and Hold เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมใน Passive Trading คือการซื้อสินทรัพย์และถือครองในระยะยาวโดยไม่ต้องสนใจความผันผวนของราคาในระยะสั้น ในขณะที่ Active Trading เน้นการทำกำไรจากความผันผวนของราคาในระยะสั้น
ข้อดีของ Passive Trading
Passive Trading มีข้อดีหลายประการที่ทำให้เป็นที่นิยมในกลุ่มคนทำงานประจำ
ข้อดีของการลดความเครียดและความกังวล
เนื่องจาก Passive Trading ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา นักเทรดจึงไม่ต้องเผชิญกับความเครียดและความกังวลที่เกิดจากการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด ทำให้มีเวลาในการทำงานและใช้ชีวิตส่วนตัวมากขึ้น
การบริหารความเสี่ยง
Passive Trading ช่วยให้สามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น เนื่องจากมีการวางแผนและกลยุทธ์ในระยะยาว การกระจายความเสี่ยง และการทำ Asset Allocation ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด
การบริหารเวลา
Passive Trading ช่วยประหยัดเวลา เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเฝ้าหน้าจอและติดตามตลาดตลอดเวลา นักเทรดสามารถใช้เวลาไปกับการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ ได้
การลดต้นทุน
Passive Trading ช่วยลดต้นทุนในการเทรด เช่น ค่าคอมมิชชั่น เนื่องจากมีการเทรดที่ไม่บ่อยครั้ง
การทำ Asset Allocation และการผสมระบบ
Passive Trading สามารถทำร่วมกับการทำ Asset Allocation และการผสมระบบการเทรดต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุน
ข้อจำกัดของ Passive Trading
แม้ว่า Passive Trading จะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องพิจารณา
ความผันผวนของตลาด
Passive Trading อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
การเตรียมเงินสำรอง
นักเทรดควรมีการเตรียมเงินสำรองไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน หรือกรณีที่ตลาดมีความผันผวนสูง
การรับรู้ข่าวสาร
นักเทรดควรติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่เทรด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม
สินค้าอนุพันธ์ที่มีวันหมดอายุ
Passive Trading ไม่เหมาะกับสินค้าอนุพันธ์ที่มีวันหมดอายุ เช่น Options เนื่องจากต้องมีการติดตามและปรับสถานะอยู่เสมอ
การใช้ Leverage Rate
การใช้ Leverage Rate ที่สูงไม่เหมาะกับ Passive Trading เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุน
ผลกระทบจาก Market Volatility
Market Volatility หรือความผันผวนของตลาด อาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของการเทรดแบบ Passive Trading
กลยุทธ์ที่เหมาะกับ Passive Trading
มีกลยุทธ์หลายอย่างที่เหมาะกับการเทรดแบบ Passive Trading
Mum Trading
Mum Trading คือกลยุทธ์ที่เน้นการลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว
Trend Following
Trend Following คือการติดตามแนวโน้มของราคา โดยเปิดสถานะตามทิศทางของแนวโน้ม
Reversion
Reversion คือการคาดการณ์ว่าราคาจะกลับสู่ค่าเฉลี่ยหลังจากที่ราคาเบี่ยงเบนไปจากค่าเฉลี่ย
Pair Trading
Pair Trading คือการเทรดโดยเปรียบเทียบราคาของสินทรัพย์สองชนิดที่มักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
Time Arbitrage
Time Arbitrage คือการใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของราคาในสินทรัพย์เดียวกันในตลาดที่ต่างกัน
หนทางสู่ความสำเร็จสำหรับ Part-Time Trader
สำหรับ Part-Time Trader ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการเทรดแบบ Passive Trading มีแนวทางดังนี้
การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด ควรมีการกำหนดจุด Stop Loss และ Take Profit ที่เหมาะสม
การบริหารเวลา (Time Management)
ควรมีการจัดสรรเวลาในการเทรดให้เหมาะสมกับเวลาในการทำงานประจำ
ต้นทุน (Cost)
ควรพิจารณาต้นทุนในการเทรด เช่น ค่าคอมมิชชั่น และค่าธรรมเนียมต่างๆ
การเลือกสินทรัพย์และผลิตภัณฑ์
การเลือกสินทรัพย์และผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกสินทรัพย์ที่มีความเข้าใจและมีข้อมูลเพียงพอ
- Passive Trading คือการเทรดที่ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
- Passive Trading เหมาะสำหรับผู้ที่มีงานประจำ
- Passive Trading ช่วยลดความเครียดและความกังวล
- Passive Trading ช่วยบริหารเวลา
- Passive Trading ช่วยลดต้นทุนจากค่าคอมมิชชั่น
- Passive Trading สามารถทำร่วมกับการทำ Asset Allocation และการผสมระบบ
- Passive Trading ไม่เหมาะกับสินค้าอนุพันธ์ที่มีวันหมดอายุ
- การใช้ Leverage Rate ที่สูงไม่เหมาะกับ Passive Trading
- การเลือกสินทรัพย์และผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ
- การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ Passive Trading Style นะครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเทรดครับ
💬 ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์
หรือสแกน QR เพื่อแอด

Leave a Reply