Tag: กรรมฐาน
-

จักรวาลวิทยาพุทธ: ยุคพระศรีอาริยเมตไตรย: โลกที่ไร้คนจน I #นะโมพุทธายะ
จักรวาลวิทยาพุทธ: ยุคพระศรีอาริยเมตไตรย: ถอดรหัสพุทธพยากรณ์สู่ยุคที่ไร้คนจน I #นะโมพุทธายะ คุณเคยลองหลับตาแล้วจินตนาการถึงโลกที่สมบูรณ์แบบที่สุดไหม โลกที่คุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้าโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องหรือคนที่คุณรัก โลกที่คำว่า “ยากจน” เป็นเพียงตำนานโบราณที่เล่าขานกันในหนังสือประวัติศาสตร์ที่ฝุ่นจับ โลกที่ไม่มีเสียงทะเลาะวิวาท ไม่มีการขัดแย้ง ไม่มีการก่ออาชญากรรม บ้านทุกหลังเปิดประตูอ้าซ่าต้อนรับกันและกันโดยไม่ต้องมีรั้วรอบขอบชิด ความฝันเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่มันคือพุทธพยากรณ์อันยิ่งใหญ่ที่ถูกบันทึกและกล่าวขานสืบต่อกันมานับพันปี เรื่องราวแห่งอนาคตกาลที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เรื่องราวแห่งยุคพระศรีอาริย์ ในบทความนี้เราจะมาไขปริศนาแห่งจักรวาลวิทยาในมุมมองของพุทธศาสนา เพื่อค้นหาคำตอบที่มนุษย์เราแสวงหามาตลอด นั่นคือโลกที่ไร้ซึ่งความทุกข์ยาก และคำถามสำคัญที่สุดก็คือ กรรมส่วนรวมแบบไหนกันเล่าที่จะหล่อหลอมมนุษยชาติให้สามารถสร้างโลกอันสมบูรณ์แบบนั้นขึ้นมาได้จริง โลกในอุดมคติ: โลกที่ไร้ซึ่งความทุกข์ โลกในอุดมคติที่กล่าวถึงในพุทธศาสนา มิใช่เพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ แต่มันคือเป้าหมายสูงสุดที่มนุษย์ชาติควรจะไปให้ถึง โลกที่เต็มไปด้วยความสงบสุข ความเจริญรุ่งเรือง และปราศจากความทุกข์ทั้งปวง โลกในอุดมคตินี้มีลักษณะอย่างไร? สภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบ ในยุคพระศรีอาริย์ สภาพแวดล้อมจะเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติจะเกื้อหนุนมนุษย์อย่างเต็มที่ อากาศบริสุทธิ์ ปราศจากมลพิษ ทรัพยากรธรรมชาติมีมากมายเหลือเฟือ สังคมที่ไร้ความยากจน ความยากจนจะหมดสิ้นไปจากโลก มนุษย์ทุกคนจะมีกินมีใช้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขอย่างทั่วถึงกัน การไม่มีอาชญากรรม จิตใจของมนุษย์จะเต็มไปด้วยเมตตาธรรม ความรัก ความเอื้ออาทร ทำให้ไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน อาชญากรรมจะหมดสิ้นไป ความสัมพันธ์กับสัตว์ มนุษย์และสัตว์จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ไม่มีศัตรู ไม่มีการทำร้ายซึ่งกันและกัน…
-

อย่าเพิ่งท่อง “นะมะพะทะ” ถ้ายังไม่รู้สิ่งนี้! I #นะโมพุทธายะ
อย่าเพิ่งท่อง “นะมะพะทะ” ถ้ายังไม่รู้สิ่งนี้! I #นะโมพุทธายะ คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าขอบเขตความสามารถของมนุษย์เราสิ้นสุดลงที่ตรงไหน? จินตนาการภาพตามผมนะครับ ย้อนกลับไปเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ณ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในยุคที่ผืนป่ายังหนาทึบ และความเงียบสงัดของค่ำคืนมีอำนาจมากกว่าแสงไฟนีออน ชายชราคนหนึ่งในจีวรสีกลักนั่งสงบนิ่งอยู่ริมท่าน้ำ ท่านหยิบใบมะขามแห้งขึ้นมา 1 กำมือ เพียงแค่ท่านเป่าลมหายใจรดลงไปเบาๆ พร้อมกับขมุบขมิบปากด้วยคำพูดสั้นๆ ไม่กี่พยางค์ ใบไม้แห้งเหล่านั้นกลับมีชีวิต ขยับปีก แล้วบินว่อน กลายเป็นตัวต่อตัวแตนบินวนเวียนอารักขาผู้เป็นนาย เรื่องเล่าขานของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หรือแม้แต่ตำนานยันต์เกราะเพชรของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ที่สามารถเป่าลมปราณรักษาโรคที่การแพทย์สมัยนั้นรักษาไม่ได้ ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมเดียวกัน จุดร่วมที่เป็นเหมือนรหัสผ่านเข้าสู่ระบบปฏิบัติการของจักรวาลที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ รหัสผ่านนั้นมีเพียง 4 พยางค์ “นะมะพะทะ” คำถามคือ 4 พยางค์นี้เป็นเพียงมนต์คาถาที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อความขลัง เป็นเรื่องงมงายของคนโบราณ หรือแท้จริงแล้วมันคือกุญแจไขความลับของร่างกายและจิตวิญญาณ ที่มีรากฐานมาจากวิทยาศาสตร์ทางจิตขั้นสูงในพระพุทธศาสนากันแน่ ตลอด 3 ชั่วโมงครึ่งต่อจากนี้ ผมจะไม่พาคุณมานั่งท่องคาถาเพื่อหวังอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แบบผิวเผิน แต่เราจะมาร่วมกันสืบสวน เจาะลึก และถอดรหัส “นะมะพะทะ” ตั้งแต่หน้าประวัติศาสตร์ ไปจนถึงบรรทัดที่ลึกที่สุดในคัมภีร์พระอภิธรรม เพื่อค้นหาคำตอบว่า ทำไมคนโบราณถึงเชื่อว่าเสียง 4…