ความดันโลหิตสูง คืออะไร? สาเหตุ อาการ รักษา และการดูแล #ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง คืออะไร? สาเหตุ อาการ รักษา ดูแล

ความดันโลหิตสูง คืออะไร ทำไมถึงเป็น รักษาอย่างไร ไม่กินยาได้ไหม #ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะสุขภาพที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วโลก หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ความดันสูง” แต่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าคืออะไร เกิดจากอะไร และมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องความดันโลหิตสูงอย่างละเอียด ตั้งแต่คำจำกัดความ สาเหตุ อาการ วิธีการวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลตนเอง เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับภาวะนี้ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ความดันโลหิตสูงคืออะไร?

ความดันโลหิตสูง คือ ภาวะที่แรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ภาวะนี้มักไม่มีอาการแสดงในระยะแรก แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และไตวาย

คำจำกัดความของความดันโลหิตสูง

โดยทั่วไปแล้ว ความดันโลหิตจะถูกวัดเป็นสองค่า ได้แก่ ความดันโลหิตตัวบน (Systolic) และความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic) ค่าความดันโลหิตปกติคือต่ำกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) หากค่าความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 mmHg ถือว่าเข้าข่ายเป็นความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การวินิจฉัยอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ

เกณฑ์การวินิจฉัยความดันโลหิตสูง

เกณฑ์การวินิจฉัยความดันโลหิตสูงอาจแตกต่างกันไปตามสมาคมทางการแพทย์ต่างๆ เช่น สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) และสมาคมโรคหัวใจแห่งยุโรป (ESC) โดยทั่วไปแล้ว เกณฑ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ:

  • ความดันโลหิตปกติ: น้อยกว่า 120/80 mmHg
  • ความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้น: 120-129/80 mmHg
  • ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1: 130-139/80-89 mmHg
  • ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2: 140/90 mmHg ขึ้นไป

ความแตกต่างของเกณฑ์การวินิจฉัย

ความแตกต่างของเกณฑ์การวินิจฉัยอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น วิธีการวัดความดันโลหิต สถานที่วัด (เช่น ที่บ้านหรือคลินิก) และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ของผู้ป่วย แพทย์จะพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วยในการวินิจฉัยและวางแผนการรักษา

การวินิจฉัยความดันโลหิตสูง

การวินิจฉัยความดันโลหิตสูงทำได้โดยการวัดความดันโลหิต ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและไม่เจ็บปวด อย่างไรก็ตาม การวัดความดันโลหิตที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำและนำไปสู่การวินิจฉัยที่ถูกต้อง

วิธีการวัดความดันโลหิตที่ถูกต้อง

เพื่อให้ได้ค่าความดันโลหิตที่ถูกต้อง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • นั่งพักอย่างน้อย 5 นาทีก่อนทำการวัด
  • นั่งพักในท่าที่สบาย โดยวางแขนบนโต๊ะให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ
  • ไม่สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ หรือออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีก่อนทำการวัด
  • สวมเสื้อผ้าที่หลวม ไม่รัดแขน
  • วัดความดันโลหิตอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกัน 1-2 นาที

อุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดความดันโลหิต

อุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดความดันโลหิตมีหลายชนิด ได้แก่:

  • เครื่องวัดความดันโลหิตแบบปรอท: เป็นเครื่องวัดความดันโลหิตแบบดั้งเดิม ให้ค่าที่แม่นยำ แต่ไม่สะดวกในการใช้งาน
  • เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัล: ใช้งานง่าย สะดวก และมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบวัดที่ต้นแขนและข้อมือ
  • เครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติ: เหมาะสำหรับใช้ที่บ้าน สามารถบันทึกค่าความดันโลหิตได้

ความสำคัญของค่าความดันโลหิตบนและล่าง

ค่าความดันโลหิตบน (Systolic) บ่งบอกถึงแรงดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว ส่วนค่าความดันโลหิตล่าง (Diastolic) บ่งบอกถึงแรงดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว ทั้งสองค่ามีความสำคัญในการประเมินภาวะความดันโลหิตสูง

สาเหตุของความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงมีสาเหตุได้หลายประการ บางครั้งอาจไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน

ความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ

ความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary hypertension) หรือความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม และปัจจัยอื่นๆ ที่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

ความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ

ความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ (Secondary hypertension) เกิดจากสาเหตุที่สามารถระบุได้ เช่น โรคไต โรคต่อมไร้ท่อบางชนิด การใช้ยาบางชนิด หรือภาวะอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความดันโลหิต

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความดันโลหิต

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความดันโลหิต ได้แก่:

  • อายุ: ความดันโลหิตมักสูงขึ้นตามอายุ
  • พันธุกรรม: ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นความดันโลหิตสูง มีโอกาสเป็นมากกว่า
  • เชื้อชาติ: บางเชื้อชาติมีความเสี่ยงสูงกว่า
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์
  • โรคประจำตัว: โรคไต โรคเบาหวาน และโรคอ้วน

อันตรายของความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงหลายประการ

ผลกระทบของความดันโลหิตสูงต่อร่างกาย

ความดันโลหิตสูงส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ดังนี้:

  • หัวใจ: ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เสี่ยงต่อภาวะหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว และหัวใจล้มเหลว
  • หลอดเลือด: ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบแคบลง เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย
  • สมอง: เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และภาวะสมองเสื่อม
  • ไต: ทำให้ไตเสื่อมสมรรถภาพ เสี่ยงต่อภาวะไตวาย
  • ตา: ทำให้หลอดเลือดในตาเสียหาย เสี่ยงต่อภาวะตาบอด

วิธีการรักษาความดันโลหิตสูง

การรักษาความดันโลหิตสูงมีเป้าหมายเพื่อลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

การควบคุมความดันโลหิตด้วยยา

การใช้ยาเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความดันโลหิตสูง แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ระดับความดันโลหิต โรคประจำตัว และผลข้างเคียงของยา

ยาที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูง

ยาที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงมีหลายชนิด ได้แก่:

  • ยาขับปัสสาวะ (Diuretics): ช่วยลดปริมาณน้ำในร่างกาย
  • ยากลุ่ม ACE inhibitors: ช่วยขยายหลอดเลือด
  • ยากลุ่ม ARBs: ช่วยขยายหลอดเลือด
  • ยากลุ่ม Beta-blockers: ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและแรงบีบตัวของหัวใจ
  • ยากลุ่ม Calcium channel blockers: ช่วยคลายหลอดเลือด

ผลข้างเคียงของยา

ยาแต่ละชนิดอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีอาการผิดปกติ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมความดันโลหิตสูง และอาจช่วยลดปริมาณยาที่ต้องใช้ได้

อาหารที่ควรรับประทาน

ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ เช่น:

  • ผักและผลไม้: อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร
  • ธัญพืชไม่ขัดสี: เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต
  • ปลา: โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันดี เช่น ปลาแซลมอน
  • ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ: เช่น นมพร่องมันเนย โยเกิร์ตไขมันต่ำ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ เช่น:

  • อาหารแปรรูป: เช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง
  • อาหารที่มีรสเค็มจัด: เช่น อาหารหมักดอง
  • อาหารทอด: อาหารที่มีไขมันสูง
  • เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง: เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยลดความดันโลหิตได้ ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก (เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

การพักผ่อน

การพักผ่อนให้เพียงพอ ช่วยลดความเครียดและควบคุมความดันโลหิต ควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน

เมื่อไหร่ควรหยุดยา?

การหยุดยาความดันโลหิตสูงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น ไม่ควรหยุดยาเองโดยพลการ เนื่องจากอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีก

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรไปพบแพทย์เป็นประจำ เพื่อติดตามอาการ วินิจฉัย และปรับแผนการรักษา

ภาวะแทรกซ้อนของความดันโลหิตสูง

หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที:

  • เจ็บหน้าอก
  • หายใจลำบาก
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • มองเห็นภาพซ้อน
  • แขนขาอ่อนแรง

การดูแลตนเองเมื่อเป็นความดันโลหิตสูง

การดูแลตนเองเมื่อเป็นความดันโลหิตสูงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน

  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม
  • วัดความดันโลหิตเป็นประจำ
  • ไปพบแพทย์ตามนัด

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ #ความดันโลหิตสูง และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว


💬 ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์


👉 แอดไลน์เพื่อปรึกษาฟรี


หรือสแกน QR เพื่อแอด

QR Code Line