ต่อให้นายกเป็นเทวดาคนไทยก็ไม่หายจน: ทำไมความจนยังอยู่?

ต่อให้นายกเป็นเทวดาคนไทยก็ไม่หายจน: ทำไมความจนยังอยู่?

ต่อให้นายกเป็นเทวดาคนไทยก็ไม่หายจน

หลายครั้งที่เรามักจะมองว่าปัญหาความยากจนในประเทศไทยนั้นเกิดจากการบริหารประเทศที่ไม่ดี หรือนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์ของรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาความยากจนนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าที่เราคิด และไม่ได้เกิดจากการเมืองไทยเพียงอย่างเดียว แม้ว่าเราจะมีนายกรัฐมนตรีที่เก่งกาจเพียงใดก็ตาม ปัญหาความยากจนก็ยังคงอยู่กับเรา

ทำไมนายกฯ ที่เก่งแค่ไหนก็แก้ปัญหาความจนไม่ได้?

ความสามารถของนายกรัฐมนตรีนั้นมีขีดจำกัดในการแก้ไขปัญหาความยากจน แม้ว่าท่านจะมีความสามารถในการบริหารจัดการประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม มีวิสัยทัศน์กว้างไกล หรือมีความเฉลียวฉลาดเทียบเท่าอัจฉริยะบุคคลระดับโลก แต่ปัญหาความยากจนนั้นมีรากฐานมาจากปัจจัยอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนืออำนาจของท่าน

ความสามารถของนายกฯ ไม่สามารถแก้ปัญหาความจนได้ทั้งหมด

การแก้ไขปัญหาความยากจนนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างซับซ้อน นายกรัฐมนตรีอาจสามารถแก้ไขปัญหาบางส่วนได้ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างงาน หรือการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ปัญหาความยากจนในระดับโครงสร้างนั้นมีความลึกซึ้งกว่านั้น

ต้นตอของปัญหาความจนอยู่ที่ระบบการเงินโลก

ต้นตอที่แท้จริงของปัญหาความยากจนนั้นไม่ได้อยู่ที่การเมืองไทยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบการเงินโลกที่ซับซ้อนและมีอิทธิพลอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ระบบการเงินโลกนี้มีกลไกบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งของประชาชน และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ต้นตอของปัญหาความจน: ระบบการเงินโลก

ระบบการเงินโลกมีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาความยากจน ระบบนี้มีกลไกบางอย่างที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ และส่งผลให้คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิต

ระบบการเงินโลกที่พิมพ์เงินเพิ่ม

หนึ่งในกลไกสำคัญของระบบการเงินโลกที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาความยากจนคือ การพิมพ์เงินเพิ่ม หรือที่เรียกว่า Quantitative Easing (QE) ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การพิมพ์เงินเพิ่มนี้ส่งผลให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

เงินเฟ้อที่เกิดจากการพิมพ์เงิน

การพิมพ์เงินเพิ่มส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ หรือภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้น เมื่อมีเงินในระบบมากขึ้น แต่ปริมาณสินค้าและบริการเท่าเดิม ราคาจึงปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และประชาชนต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าและบริการในปริมาณเท่าเดิม

Quantitative Easing (QE) คืออะไร?

Quantitative Easing (QE) หรือการผ่อนคลายเชิงปริมาณ คือเครื่องมือทางการเงินที่ธนาคารกลางนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต โดยการพิมพ์เงินเพิ่มเข้าสู่ระบบ

การพิมพ์เงินเพิ่มมหาศาลโดยธนาคารกลางสหรัฐ (FED)

ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เป็นหนึ่งในธนาคารกลางที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบาย QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ FED ได้พิมพ์เงินเพิ่มเข้าสู่ระบบในปริมาณมหาศาล

ตัวเลขการพิมพ์เงินมหาศาล (200 ล้านล้านบาท)

ในปี 2020 ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ได้พิมพ์เงินเพิ่มเข้าสู่ระบบในปริมาณมหาศาล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงขนาดของการพิมพ์เงินที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก หากเปรียบเทียบกับรายได้ของคนทั่วไป จำนวนเงินมหาศาลนี้เทียบเท่ากับการทำงานหลายพันปี

ชื่อเรียกทางการ: Quantitative Easing (QE)

เพื่อให้ดูไม่น่าตกใจ ธนาคารกลางจึงเรียกการพิมพ์เงินเพิ่มนี้ว่า Quantitative Easing (QE) หรือการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นคำที่ดูเป็นทางการและมีความเป็นวิชาการมากกว่าคำว่า “พิมพ์เงิน” QE เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ธนาคารกลางใช้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน

ผลกระทบของ QE ต่อคนไทย

การดำเนินนโยบาย QE ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ผลกระทบที่สำคัญ ได้แก่ ค่าเงินบาทที่เสื่อมค่าลง ราคาสินค้าที่สูงขึ้น และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

ค่าเงินบาทเสื่อมค่าลง

เมื่อมีการพิมพ์เงินเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ ปริมาณเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของโลก ก็จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เสื่อมค่าลง เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ ทั่วโลก รวมถึงค่าเงินบาทของไทย เมื่อค่าเงินบาทเสื่อมค่าลง หมายความว่าคนไทยต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการซื้อสินค้าและบริการที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ราคาทองคำและสินค้าราคาแพงขึ้น

เมื่อค่าเงินบาทเสื่อมค่าลง ราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการรักษามูลค่าเงิน ก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำได้ปรับตัวสูงขึ้นถึง 2 เท่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องการซื้อทองคำเพื่อการลงทุน หรือใช้เป็นเครื่องประดับ

ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

เมื่อราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่เท่ากัน คุณภาพชีวิตของประชาชนก็จะลดลง ประชาชนต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าและบริการในปริมาณเท่าเดิม ทำให้มีเงินเหลือเก็บออมน้อยลง และอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนทางการเงินในระยะยาว

ดังนั้น แม้ว่าเราจะมีนายกรัฐมนตรีที่เก่งกาจเพียงใดก็ตาม แต่ปัญหาความยากจนก็ยังคงอยู่ เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลไทย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการเงินโลก และผลกระทบของนโยบายทางการเงินต่าง ๆ เช่น QE จึงเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล และการตัดสินใจลงทุน

การทำความเข้าใจเรื่อง #ยีราฟพารวย #การเงิน #การลงทุน #อาหารสมอง จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของปัญหา และสามารถวางแผนรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การลงทุนในความรู้ทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความรู้จะช่วยให้เราเข้าใจกลไกต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเรา และช่วยให้เราสามารถตัดสินใจทางการเงินได้อย่างชาญฉลาด


💬 ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์


👉 แอดไลน์เพื่อปรึกษาฟรี


หรือสแกน QR เพื่อแอด

QR Code Line