ปูพื้นฐานการสร้างเว็บด้วย HTML5 | จบในคลิปเดียว [FULL COURSE]

ปูพื้นฐานการสร้างเว็บด้วย HTML5

การสร้างเว็บไซต์ในยุคปัจจุบันเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บไซต์ส่วนตัว เว็บไซต์สำหรับธุรกิจ หรือแม้แต่การพัฒนาแอปพลิเคชันบนเว็บ การเรียนรู้ HTML5 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่วงการนี้ บทความนี้จะพาคุณไปปูพื้นฐานการสร้างเว็บด้วย HTML5 ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการใช้งานจริง โดยจะครอบคลุมเนื้อหาที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อให้คุณสามารถสร้างเว็บเพจของคุณเองได้อย่างง่ายดาย

HTML คืออะไร

HTML ย่อมาจาก HyperText Markup Language เป็นภาษาหลักที่ใช้ในการสร้างเว็บเพจ มันทำหน้าที่กำหนดโครงสร้างและเนื้อหาของเว็บไซต์ทั้งหมด เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเว็บไซต์ HTML ใช้ Markup Tag ในการควบคุมการแสดงผลของข้อมูล เช่น ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ และเสียง

ความแตกต่างระหว่าง Web Page และ Website

หลายคนอาจยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง Web Page และ Website เว็บเพจ (Web Page) คือหน้าเว็บเพจเดียว เช่น หน้าแรกของเว็บไซต์ หรือหน้าบทความที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ ส่วนเว็บไซต์ (Website) คือกลุ่มของเว็บเพจหลายๆ หน้าที่เชื่อมโยงกันภายใต้ชื่อโดเมนเดียวกัน เว็บไซต์จึงเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ที่มีห้องต่างๆ (เว็บเพจ) หลายห้อง

Markup Tag และ Attribute

HTML ใช้ Markup Tag ในการกำหนดโครงสร้างและรูปแบบของเนื้อหา Markup Tag คือคำสั่งที่อยู่ในเครื่องหมาย <> เช่น <p> (ย่อหน้า) <h1> (หัวเรื่อง) <img> (รูปภาพ) แต่ละ Tag จะมีหน้าที่เฉพาะของตัวเอง นอกจากนี้ Tag ยังมี Attribute ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของ Tag นั้นๆ เช่น <img src=”image.jpg” alt=”ภาพประกอบ”> โดย src คือ Attribute ที่ระบุที่อยู่ของรูปภาพ และ alt คือ Attribute ที่ระบุข้อความอธิบายรูปภาพ

การสร้างไฟล์ HTML

การสร้างไฟล์ HTML นั้นง่ายมาก คุณสามารถใช้ Text Editor ทั่วไป เช่น Notepad (สำหรับ Windows) หรือ TextEdit (สำหรับ macOS) ในการเขียนโค้ด HTML ได้ เพียงแค่พิมพ์โค้ด HTML ลงใน Text Editor แล้วบันทึกไฟล์ด้วยนามสกุล .html เช่น index.html หรือ about.html

HTML5 คืออะไร

HTML5 คือมาตรฐานล่าสุดของ HTML ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเว็บในยุคปัจจุบัน HTML5 มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ๆ มากมาย เช่น การรองรับการเล่นวิดีโอและเสียงโดยตรง การแสดงผลกราฟิกที่สวยงาม และการจัดเก็บข้อมูลแบบ Offline ซึ่งช่วยให้การสร้างเว็บไซต์มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Doctype ใน HTML5

Doctype (Document Type Declaration) คือคำสั่งที่ใช้ในการระบุประเภทของเอกสาร HTML ที่ใช้ในไฟล์ HTML Doctype จะต้องอยู่บรรทัดแรกของไฟล์ HTML เสมอ ใน HTML5 Doctype จะเขียนในรูปแบบ <!DOCTYPE html> ซึ่งง่ายและสั้นกว่า Doctype ใน HTML รุ่นก่อนๆ

การดาวน์โหลดและติดตั้ง Visual Studio Code

Visual Studio Code (VS Code) เป็น Text Editor ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ Web Developer เนื่องจากมีฟีเจอร์ที่ครบครัน ใช้งานง่าย และมี Extension ให้เลือกใช้มากมาย ในการดาวน์โหลด VS Code ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ของ Visual Studio Code แล้วดาวน์โหลดเวอร์ชันที่เหมาะสมกับระบบปฏิบัติการของคุณ เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้ว ให้ทำการติดตั้งตามขั้นตอนที่ระบุไว้

การตั้งค่า Workspace ใน VS Code

Workspace ใน VS Code คือโฟลเดอร์ที่คุณใช้เก็บไฟล์โปรเจกต์ของคุณ การตั้งค่า Workspace จะช่วยให้ VS Code สามารถจัดการไฟล์ต่างๆ ในโปรเจกต์ได้อย่างเป็นระบบ เพื่อตั้งค่า Workspace ให้เปิด VS Code แล้วเลือก “File” -> “Open Folder” จากนั้นเลือกโฟลเดอร์ที่คุณต้องการใช้เป็น Workspace

การใช้ Extension ใน VS Code

Extension ใน VS Code คือส่วนเสริมที่ช่วยเพิ่มความสามารถให้กับ VS Code Extension มีให้เลือกใช้มากมาย เช่น Extension สำหรับการเขียนโค้ด HTML CSS JavaScript การจัดการ Git การ Debugging และอื่นๆ อีกมากมาย ในการติดตั้ง Extension ให้คลิกที่ไอคอน Extension (รูปสี่เหลี่ยมซ้อนกัน) ทางด้านซ้ายของ VS Code แล้วค้นหา Extension ที่คุณต้องการติดตั้ง

การใช้ Live Server

Live Server เป็น Extension ที่ช่วยให้คุณสามารถดูผลลัพธ์ของโค้ด HTML ของคุณได้แบบ Real-time โดยที่คุณไม่ต้อง Refresh หน้าเว็บเองทุกครั้งที่ทำการเปลี่ยนแปลงโค้ด เมื่อติดตั้ง Live Server แล้ว คุณสามารถคลิกขวาที่ไฟล์ HTML แล้วเลือก “Open with Live Server” เพื่อเปิดไฟล์ HTML ใน Web Browser

การใช้ Tag Meta

Tag Meta เป็น Tag ที่ใช้ในการใส่ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ของคุณ เช่น ชื่อเว็บไซต์ คำอธิบายเว็บไซต์ คำหลัก (Keywords) และผู้เขียน ข้อมูลเหล่านี้จะไม่แสดงผลบนหน้าเว็บโดยตรง แต่จะถูกใช้โดย Search Engine ในการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ Tag Meta จะอยู่ในส่วน <head> ของไฟล์ HTML

โครงสร้าง HTML

โครงสร้างพื้นฐานของ HTML ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ <head> และ <body> ส่วน <head> จะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ เช่น Title, Meta Tag และ Link ไปยังไฟล์ CSS ส่วน <body> จะเก็บเนื้อหาของเว็บไซต์ เช่น ข้อความ รูปภาพ และวิดีโอ

HTML Element

HTML Element คือส่วนประกอบต่างๆ ที่อยู่ในไฟล์ HTML เช่น Heading, Paragraph, Image และ Link HTML Element จะประกอบด้วย Tag เปิด (Open Tag) เนื้อหา (Content) และ Tag ปิด (Close Tag) เช่น <p>This is a paragraph.</p>

การใช้ Comment

Comment ใน HTML คือข้อความที่ไม่ถูกแสดงผลบนหน้าเว็บ แต่ใช้สำหรับอธิบายโค้ด หรือจดบันทึกต่างๆ Comment จะเริ่มต้นด้วย <!– และจบด้วย –> เช่น <!– This is a comment –>

การใช้ Heading Tag (H1-H6)

Heading Tag (H1-H6) ใช้สำหรับกำหนดหัวเรื่องและหัวข้อย่อยของเนื้อหา H1 คือหัวเรื่องหลักของหน้าเว็บ ส่วน H2-H6 คือหัวข้อย่อยในระดับต่างๆ H1 ควรมีเพียงครั้งเดียวในแต่ละหน้าเว็บ เพื่อให้ Search Engine เข้าใจโครงสร้างของเนื้อหา

การใช้ Paragraph Tag (P)

Paragraph Tag (<p>) ใช้สำหรับสร้างย่อหน้าของข้อความ แต่ละย่อหน้าจะถูกแบ่งด้วย Tag <p> เปิด และ </p> ปิด

การใช้ Tag อื่นๆ ร่วมกับ Paragraph (Small, Strong, B, I, U, Del, Mark, Sup, Sub)

นอกจาก Tag พื้นฐานแล้ว ยังมี Tag อื่นๆ ที่สามารถใช้ร่วมกับ Paragraph เพื่อปรับแต่งรูปแบบของข้อความได้ เช่น

  • <small> – แสดงข้อความขนาดเล็ก
  • <strong> – แสดงข้อความตัวหนา (เน้นข้อความสำคัญ)
  • <b> – แสดงข้อความตัวหนา
  • <i> – แสดงข้อความตัวเอียง
  • <u> – แสดงข้อความขีดเส้นใต้
  • <del> – แสดงข้อความที่ถูกลบ
  • <mark> – แสดงข้อความที่ถูกเน้น
  • <sup> – แสดงข้อความยกกำลัง
  • <sub> – แสดงข้อความห้อย
  • <ins> – แสดงข้อความที่ถูกเพิ่ม

Web Browser

Web Browser คือโปรแกรมที่ใช้ในการเปิดและแสดงผลไฟล์ HTML ตัวอย่าง Web Browser ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Google Chrome, Mozilla Firefox, Safari, Microsoft Edge และ Opera

การใช้ Text Editor

Text Editor คือโปรแกรมที่ใช้ในการเขียนโค้ด HTML Text Editor ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Notepad, TextEdit และ Visual Studio Code

การใช้ IDE (Dreamweaver)

IDE (Integrated Development Environment) คือโปรแกรมที่มีฟีเจอร์ครบครันสำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ เช่น Dreamweaver IDE มีเครื่องมือช่วยในการเขียนโค้ด การจัดการไฟล์ และการ Debugging

HTML5 กับ FAT

ในอดีต การเล่นวิดีโอและเสียงใน HTML จะต้องใช้โปรแกรมเสริม (Plugin) เช่น Flash (FAT) แต่ใน HTML5 ได้มีการเพิ่ม Tag <video> และ <audio> เพื่อให้สามารถเล่นวิดีโอและเสียงได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้ Plugin

การเล่นวิดีโอและเสียงใน HTML5

การเล่นวิดีโอใน HTML5 ทำได้โดยใช้ Tag <video> และการเล่นเสียงใช้ Tag <audio> คุณสามารถระบุไฟล์วิดีโอหรือเสียงที่ต้องการเล่นได้โดยใช้ Attribute src

การแสดงตำแหน่งผู้ใช้และแผนที่

HTML5 มี API (Application Programming Interface) ที่ช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งของผู้ใช้ได้ ซึ่งช่วยให้คุณสามารถแสดงแผนที่ หรือให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของผู้ใช้ได้

การบันทึกไฟล์แบบ Offline

HTML5 มีคุณสมบัติที่ช่วยให้คุณสามารถบันทึกไฟล์ HTML ให้สามารถใช้งานได้แบบ Offline โดยใช้ Web Storage API ซึ่งช่วยให้คุณสามารถจัดเก็บข้อมูลต่างๆ บนเครื่องของผู้ใช้ได้

การแสดงภาพกราฟิก

HTML5 มี Tag <canvas> ที่ช่วยให้คุณสามารถวาดภาพกราฟิกต่างๆ ได้โดยใช้ JavaScript ซึ่งช่วยให้คุณสามารถสร้างภาพกราฟิกที่ซับซ้อน และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ได้

Data Feed ใน HTML5

HTML5 รองรับการใช้ Data Feed ซึ่งช่วยให้คุณสามารถดึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น JSON หรือ XML และนำมาแสดงผลบนเว็บไซต์ของคุณได้

การตรวจสอบ HTML5

คุณสามารถตรวจสอบความถูกต้องของโค้ด HTML5 ของคุณได้โดยใช้เครื่องมือตรวจสอบ HTML5 (HTML Validator) ซึ่งจะช่วยให้คุณตรวจพบข้อผิดพลาดต่างๆ ในโค้ดของคุณ

การสร้างไฟล์ HTML เบื้องต้น

ในการสร้างไฟล์ HTML เบื้องต้น คุณจะต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างไฟล์ใหม่ใน Text Editor แล้วพิมพ์โค้ด HTML พื้นฐานลงไป โค้ด HTML พื้นฐานประกอบด้วย <!DOCTYPE html>, <html>, <head>, <title>, และ <body>

การบันทึกไฟล์ HTML

หลังจากที่คุณเขียนโค้ด HTML เสร็จแล้ว คุณจะต้องบันทึกไฟล์ด้วยนามสกุล .html เช่น index.html หรือ about.html

การเปิดไฟล์ HTML ใน Web Browser

ในการเปิดไฟล์ HTML ใน Web Browser คุณสามารถดับเบิลคลิกที่ไฟล์ HTML หรือคลิกขวาที่ไฟล์ HTML แล้วเลือก “Open with” จากนั้นเลือก Web Browser ที่คุณต้องการ

การใช้ Open Tag และ Close Tag

Open Tag คือ Tag ที่ใช้ในการเริ่มต้นการทำงานของ HTML Element ส่วน Close Tag คือ Tag ที่ใช้ในการสิ้นสุดการทำงานของ HTML Element Close Tag จะมีเครื่องหมาย / นำหน้า เช่น <p>This is a paragraph.</p>

การใช้ VS Code

VS Code เป็น Text Editor ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในการพัฒนาเว็บไซต์ คุณสามารถใช้ VS Code ในการเขียนโค้ด HTML CSS JavaScript และภาษาอื่นๆ ได้

การค้นหา VS Code ใน Google

ในการค้นหา VS Code ใน Google คุณสามารถพิมพ์คำว่า “Visual Studio Code” หรือ “VS Code” ในช่องค้นหา

การดาวน์โหลด VS Code

คุณสามารถดาวน์โหลด VS Code ได้จากเว็บไซต์ของ Visual Studio Code

การติดตั้ง VS Code

หลังจากที่คุณดาวน์โหลด VS Code เสร็จแล้ว คุณจะต้องทำการติดตั้งตามขั้นตอนที่ระบุไว้

การเปิดไฟล์ HTML ใน VS Code

ในการเปิดไฟล์ HTML ใน VS Code คุณสามารถเลือก “File” -> “Open File” แล้วเลือกไฟล์ HTML ที่คุณต้องการเปิด

การใช้ HTML Support Extension

HTML Support Extension เป็น Extension ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการเขียนโค้ด HTML ใน VS Code เช่น การเติม Tag อัตโนมัติ การตรวจสอบโค้ด และการแสดงตัวอย่างโค้ด

การใช้ CSS Support Extension

CSS Support Extension เป็น Extension ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการเขียนโค้ด CSS ใน VS Code เช่น การเติมโค้ด CSS อัตโนมัติ การตรวจสอบโค้ด และการแสดงตัวอย่างโค้ด

การใช้ Live Server

Live Server เป็น Extension ที่ช่วยให้คุณสามารถดูผลลัพธ์ของโค้ด HTML ของคุณได้แบบ Real-time

การใช้ Tag Meta Charset

Tag Meta Charset ใช้ในการระบุชุดอักขระ (Character Set) ที่ใช้ในไฟล์ HTML โดยทั่วไปจะใช้ UTF-8 เพื่อรองรับภาษาไทย

การใช้ Tag Meta Viewport

Tag Meta Viewport ใช้ในการควบคุมการแสดงผลของเว็บไซต์บนอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต

การใช้ Tag Meta Description

Tag Meta Description ใช้ในการใส่คำอธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะแสดงผลในผลการค้นหาของ Search Engine

การใช้ Tag Meta Author

Tag Meta Author ใช้ในการระบุชื่อผู้เขียนเว็บไซต์

การใช้ Tag Meta Keywords

Tag Meta Keywords ใช้ในการใส่คำหลัก (Keywords) ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะช่วยให้ Search Engine เข้าใจเนื้อหาของเว็บไซต์ของคุณ

การเขียน Comment ใน HTML

Comment ใน HTML คือข้อความที่ไม่ถูกแสดงผลบนหน้าเว็บ แต่ใช้สำหรับอธิบายโค้ด หรือจดบันทึกต่างๆ Comment จะเริ่มต้นด้วย <!– และจบด้วย –>

การใช้ Heading Tag (H1-H6)

Heading Tag (H1-H6) ใช้สำหรับกำหนดหัวเรื่องและหัวข้อย่อยของเนื้อหา

การใช้ Paragraph Tag (P)

Paragraph Tag (<p>) ใช้สำหรับสร้างย่อหน้าของข้อความ

การใช้ Small Tag

Tag <small> ใช้ในการแสดงข้อความขนาดเล็ก

การใช้ Strong Tag

Tag <strong> ใช้ในการแสดงข้อความตัวหนา (เน้นข้อความสำคัญ)

การใช้ B Tag

Tag <b> ใช้ในการแสดงข้อความตัวหนา

การใช้ I Tag

Tag <i> ใช้ในการแสดงข้อความตัวเอียง

การใช้ U Tag

Tag <u> ใช้ในการแสดงข้อความขีดเส้นใต้

การใช้ Del Tag

Tag <del> ใช้ในการแสดงข้อความที่ถูกลบ

การใช้ Mark Tag

Tag <mark> ใช้ในการแสดงข้อความที่ถูกเน้น

การใช้ Sup Tag

Tag <sup> ใช้ในการแสดงข้อความยกกำลัง

การใช้ Sub Tag

Tag <sub> ใช้ในการแสดงข้อความห้อย

การใช้ Ins Tag

Tag <ins> ใช้ในการแสดงข้อความที่ถูกเพิ่ม


💬 ปรึกษาการเงินฟรีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิกเพื่อแอดไลน์


👉 แอดไลน์เพื่อปรึกษาฟรี


หรือสแกน QR เพื่อแอด

QR Code Line